เรื่องการตลาด
the knowleadge for marketing (E-learning)
http://www.ba.cmu.ac.th/marketing/e-learning/
- functional product
- what to say ( ups / position / brand image)
- push and pull maketing
ได้มาจาก Forward Mail ครับ ขอ copy&paste ไว้ที่นี่เพื่อเป็น "อนุสรณ์แห่งความล้มเหลว"
.....พ่อของเขาเสียชีวิตตอนที่เขาอายุได้เพียงห้าขวบ เขาต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน ขณะอายุ 16 ปี
ตอนอายุ 17 ปี เขาแสดงความสามารถพิเศษด้วยการตกงานติดต่อกันถึง 4 ครั้ง เขาแต่งงานตอนอายุ 18 ปี ปีถัดมาเขาได้เป็นพ่อคน แต่ชีวิตคู่ของเขาก็มีความสุขอยู่ได้ไม่นานนัก
อายุ 20 ปี ภรรยาของเขาพาลูกสาวหนีไป เพราะทนใช้ชีวิตกับเขาไม่ได้
ช่วงอายุ 18-22 ปี เขาประกอบอาชีพเป็นคนขายตั๋วรถไฟแล้วก็ล้มเหลว แต่เขาก็ยังต่อสู้กับชีวิตด้วยการหาโอกาสให้ชีวิต แต่ทุกอย่างที่เขาทำก็ไม่วายล้มเหลวเหมือนเดิม เขาสมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพแต่ก็ถูกขับออกมา หันเหไปสมัครเข้าโรงเรียนกฎหมาย แต่ด้วยความสามารถอันเอกอุ เขาถูกปฏิเสธอย่างไม่ใยดี แล้วเขาก็ไปทำงานเป็นพนักงานขายประกัน แน่นอนที่สุด เขาล้มเหลวอีกครั้ง
แค่เกริ่นมาข้างต้นก็คงไม่ต้องบอกว่า ชายคนนี้ทำอะไรไม่ได้เรื่องเลยสักอย่าง ! แต่ก็อย่างว่าแหละ คนเราอะไรมันจะไม่ได้เรื่องไปเสียหมด สิ่งเดียวที่เขาพบว่า เขาทำได้ดีก็คือ การทำอาหาร ดังนั้นเขาจึงไปทำงานเป็นพ่อครัวและคนล้างจานในร้าน กาแฟเล็กๆ แห่งหนึ่ง แต่นั่นก็ไม่ใช่ชีวิตที่ทรงคุณค่าอะไรเลยในความคิดของเขา ชีวิตที่ร้านกาแฟ เขามีเวลามากมายที่จะนั่งคิดและทำอะไรได้มากพอสมควร แต่เขา กลับเลือกใช้เวลานั่งคิดถึงภรรยาและลูกสาวของเขา เขาเพียรพยายามติดต่อภรรยาและอ้อนวอนให้เธอกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอีกครั้ง แต่ได้รับคำปฏิเสธ เขาเปลี่ยนความ คิดใหม่ เขาไม่ต้องการภรรยาอีกต่อไป ขอเพียงแต่ได้ลูกสาวกลับคืนมาก็พอ เพราะเขา รักและคิดถึงเธอเหลือเกิน เขาใช้เวลาว่างในร้านกาแฟวางแผนในการนำลูกสาวกลับคืนมาสู่อ้อมอกของตน เขาวางแผน ทุกขั้นตอนละเอียดยิบ คำนวณทุกฝีก้าว ในที่สุดแผนการอันแสนยาวนานก็เสร็จสิ้นลง เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ คุณพ่อวัยรุ่นผู้น่าสงสารซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้นอกบ้านหลังเล็กๆ ของภรรยา ของ เขา เฝ้ามองลูกสาวของเขาเล่นอยู่หน้าบ้านและเตรียม พร้อมที่จะ "ลักพาตัวเธอ!" แล้ววันที่ตั้งใจไว้ก็มาถึง เขาซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้อย่างระมัดระวัง แม้จะรู้สึกกังวล ตื่นเต้น และตระหนก อยู่บ้าง แต่นั่นมิอาจเทียบได้กับความรักที่เขา มีต่อลูก เขาตัดสินใจที่จะต้องลงมือทำให้สำเร็จ แต่แล้วอนิจจา ... วันนั้นลูก สาวของเขาไม่ออกมาเล่นหน้าบ้านเลย แม้กระทั่งความพยายามในการก่ออาชญากรรม เขาก็ยังล้มเหลว เขารู้สึกเหมือนคนที่ พ่ายแพ้ต่อโชคชะตา รู้สึกเหมือนคนไม่มีค่า และเหมือนพระเจ้ากำหนดมาแล้วว่าเขาจะต้องอยู่เพียงลำพังไปตลอดชีวิต แต่เหมือนปาฏิหาริย์ ในที่สุดเขาก็สามารถโน้มน้าวภรรยาให้กลับมาอยู่ด้วยกันได้ พวกเขาทำงานด้วยกันในร้านกาแฟแห่งนั้น ทำอาหารและล้างจานอยู่จนกระทั่งเขาเกษียณ
ตอนอายุ 65 ปี วันแรกของการเกษียณอายุ เขาได้รับเช็คเงินประกันสังคมฉบับแรกของเขา เป็นเงิน 105 ดอลลาร์ (ราวสี่พันบาท) เช็คดังกล่าวเหมือนเป็นตัวแทนของรัฐที่ฝากมาบอกเขาว่า เขาไม่อาจจะดูแลตัวเองได้อีกต่อไปแล้วทั้งหมดที่เขาทำได้ก็คือใช้ชีวิต อยู่จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตด้วยเงินสนับสนุนจากรัฐบาล มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เขารู้สึกถูกปฏิเสธ ล้มเหลว เสียกำลังใจ และท้อแท้ ชีวิต ของเขาได้รับความผิดหวังอีกครั้งหนึ่งหลังจาก 65 ปีอันยาวนาน เขาบอกกับตัวเองว่าถ้าเขาดูแลตัวเองไม่ได้ ต้องมีชีวิตอยู่โดยให้รัฐบาลดูแล เขาก็ไม่สมควรจะมีชีวิตอีกต่อไป เขาตัดสินใจ (อีกแล้ว) ว่า " จะฆ่าตัวตาย " เขาหยิบกระดาษหนึ่งแผ่นกับดินสอหนึ่งแท่ง นั่งลงใต้ต้นไม้ในสวนหลังบ้านอย่างสงบ ตั้งใจที่จะเขียนคำสั่งเสียและพินัยกรรม แต่แทนที่จะทำเช่นนั้น กลับเหมือนมีอะไรมาดลใจ เหมือนเป็นครั้งแรกที่ชีวิตเกิดปัญญา เขาเริ่มต้นเขียนสิ่งที่เขาควรจะเป็น ชีวิตที่เขาควรจะมี และสิ่งที่เขาปรารถนาในช่วงชีวิตสุดท้ายที่ เหลืออยู่ เขาตกใจมาก เมื่อค้นพบความจริงในชีวิตว่า เขายังไม่เคยทำอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันกับเขาสัก อย่างเลย ! (เพิ่งนึกได้) เขานั่งครุ่นคิดกับตัวเองอย่างจริงจัง มีบางอย่างที่เขาสามารถทำได้ บางอย่างที่คนที่รอบตัวทำสู้เขาไม่ได้ ใช่ ! เขารู้วิธีปรุงอาหาร ชีวิตเกือบทั้งหมดของเขา อยู่ที่หน้าเตาร้อนๆ มาตลอด เขาตัดสินใจกับตัวเองอีกครั้ง ในที่สุดเขาเลือกที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อทำอะไรสักอย่างในชีวิตให้ประสบความสำเร็จ เขาตั้งใจว่าถ้าเขาจะตาย เขาก็อยากจะตายในแบบที่ได้ลองพยายามเป็นใครสักคน และทำบางสิ่งบางอย่างที่มีค่าด้วยชีวิตที่เหลืออยู่น้อยนิดของเขา เขาลุกจากเงาไม้ มุ่งหน้าไปยังธนาคารในเมือง เพื่อขอยืมเงินจำนวน 87 ดอลลาร์จากเช็คประกัน สังคมฉบับต่อไปของเขา ด้วยเงิน 87 ดอลลาร์นั้น เขาซื้อกล่องเปล่าและ ไก่จำนวนหนึ่ง จากนั้นเขาก็กลับไปที่บ้านและลงมือทอดไก่ที่ซื้อมาด้วยสูตรพิเศษที่เขาได้คิดค้นขึ้นมาในช่วงหลายปีที่ทำงาน ที่ร้านกาแฟนั้น เขาเริ่มขายไก่ทอดของเขาตามบ้านต่างๆ ในเมืองคอร์บิน รัฐเคนตั๊กกี้ของเขา แล้วคนขายไก่ทอดอายุ65 ปีคนนั้นก็กลายมาเป็นผู้พันฮาร์แลนด์ แซนเดอร์ส ราชาผู้เป็นที่รักของอาณาจักร Kentucky Fried Chicken หรือที่เรารู้จักกันในนาม KFC นั่นเอง ตอนอายุ 65 ปี เขาเป็นเหมือนอนุสรณ์แห่งความล้มเหลวที่ยังมีชีวิต แต่ในวัย 85 ปี เขาก็กลายเป็นเศรษฐีพันล้านและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก มีผู้คนให้เกียรติเขาทั่วประเทศ เรื่องราวชีวิตของผู้พันแซนเดอร์ส เป็นอีกบทหนึ่งของเรื่องราวความสำเร็จ ที่ได้รับคำยกย่องจากผู้คนทั่วโลก แต่ใครจะรู้บ้างว่าหากใต้ต้นไม้วันนั้น ผู้พันแซนเดอร์สได้ทำตามที่เขาตั้งใจไว้แต่แรก ตำนานไก่ทอดสะท้านโลกก็คงจะไม่มีให้เราได้เห็นกัน จริงอย่างที่เขาว่า ความสำเร็จกับความล้มเหลวห่างกันเพียงแค่พลิกฝ่ามือ มันอยู่ที่ว่าคุณเลือกที่จะ "สู้ต่อ" หรือ "ยอมแพ้" สำหรับผู้พันแซนเดอร์ส 65 ปี ของ ชีวิตที่ล้มเหลว เทียบคุณค่าอะไรไม่ได้เลยกับ 20 ปีแห่งความสำเร็จ แล้วชีวิตของคุณหละ ล้มเหลวมากพอหรือยัง ?
ใครๆก็อยากเเสวงหาความก้าวหน้า อยากได้เงินมากกว่าเดิม อยากมีโอกาสมากกว่าเดิม ต้องการความมั่นคงในการงานมากกว่าเดิม และในที่สุดคนที่ไม่แน่วแน่ต่อสิ่งที่กำลังทำก็จะจิตตก และแล้วการเสาะหาที่ใหม่ๆ โอกาสใหม่ๆ ช่องทางใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นอย่างไม่จบสิ้นและเป็นวัฎจักรแบบนี้เรื่อยไป เมื่ออยากไปอยู่ที่ใหม่ก็ต้องหาเหตุผลต่างๆนานาเพื่อความชอบธรรมในการเปลี่ยนแปลง เช่นว่า บริษัทที่อยู่ในปัจจุบันนี้ไม่ได้เรื่องบ้าง จ่ายผลประโยชน์น้อยบ้าง ทำงานได้ ไม่คุ้มเหนื่อยบ้าง ไม่มีความเป็นธรรมบ้างก็มี เพราะฉะนั้น ไปอยู่ที่ใหม่ดีกว่าอย่างนี้เป็นต้น
มีเรื่องเล่าอยู่เรื่องหนึ่งครับที่อยากเล่าให้คุณๆได้ฟัง (อ่าน) มีโคตัวหนึ่ง เริ่มเบื่อๆอยากๆกับทุ่งหญ้าเดิมๆที่กินอยู่ทุกวัน ไม่พอใจว่าทุ่งหญ้าของเราอาศัยกินอยู่นี้มีหญ้าไม่เขียวสด เมื่อมองไปอีกฝากหนึ่งเเล้วเห็นว่า หญ้าที่ทุ่งโน้นเขียวกว่า (จริงๆแล้วเป็นต้นไม้แต่เมื่อเจ้าโคเห็นจากที่ไกลๆ ก็เห็นไปว่าเป็นต้นหญ้าอ่อนๆ ขนาดยาวกำลังดีและลู่ตามลมประหนึ่งจะโบกมือทักทาย เชื้อเชิญให้มันไปลิ้มลอง) แล้วจึงเริ่มออกเดินไปหาทุ่งหญ้านั้นทันทีโดยไม่ยอมกินหญ้าในทุ่งเดิมและดูถูกเพื่อนๆในฝูงที่ไม่เห็นด้วยว่าโง่มากๆ ที่มัวกินแต่หญ้าไร้คุณภาพเหล่านี้ เเต่พอเดินไปถึงจริงๆ หญ้าสีเขียวที่มองเห็นจากที่ไกลๆที่เเท้ก็เป็นภาพลวงตาที่เดินไปเท่าไหร่ก็ไม่เจอ
ผมเห็นหลายคนที่ย้ายไปอยู่ที่ทำงานใหม่เเล้ว ต้องคิดหวนคืนกลับมาตายรังเก่า (แม้สุดท้ายอาจไม่กล้ากลับมาเพราะก่อนไปได้ทำบางสิ่งที่น่าละอายเอาไว้) เพราะว่าพอเข้าไปจริงๆ เเล้วก็ไปทำอะไรให้ดีกว่าแบบเดิมๆไม่ได้ หรือไม่เป็นอย่างที่มองเห็นเมื่อมองอยู่รอบนอก สุดท้ายจึงอยากฝากข้อคิดให้คนที่กำลังท้อแท้และกำลังอยากเปลี่ยนแปลง ลองมองใหม่ให้เห็นชัดก่อนเปลี่ยนแปลงอะไร เพราะคุณอาจกำลังเห็นภาพลวงตาอยู่ก็เป็นได้ ในธุรกิจขายตรงก็มีเรื่องเชิงเทคนิคอยู่เยอะเหมือนกันทั้งในระดับบริษัทฯ และระดับสมาชิก ที่ต่างยกเอาผลประโยชน์ที่อาจไม่สามารถให้ได้จริงๆ มาเสนอเพื่อให้ผู้ที่ขาดประสบการณ์เข้ามาติดกับ และพอเอาเข้าจริงกลับไม่สามารถทำตามคำพูดได้และไม่แม้แต่จะคิดรับผิดชอบคำพูดใดๆ ก็มีเรื่องแบบนี้ให้ได้ยินได้ฟังกันตลอดครับ
สุดท้ายนี้ก็ขอฝากไว้เตือนสติครับเมื่อไหร่ก็ตามที่เห็นเป็นโอกาสก็ลองคิดทบทวนสักนิด เผื่อทางถอยไว้บ้าง หรืออย่างน้อยก็ต้องลองถามตัวเองหน่อยว่า "หญ้าที่ทุ่งโน้น...น มันเขียวกว่าจริงๆ หรือว่าเป็นภาพลวงตากันแน่!"
หมวด : บทความวิชาการ
อย่าเพิ่งตกใจว่า ไหงวันนี้มาแนวใหม่ พึ่งเวทย์มนต์คาถากันซะแล้วผู้นำของเรา อืม.. แต่ก็ไม่เลวนะถ้ารวยได้จริงก็เอาใช่ไหมล่ะ งั้นมาอ่านกันเลยค่ะ ทำได้ก่อนก็รวยก่อนแน่นอนค่ะ พระบารมีของพระพุทธองค์คงยืนยันได้เป็นอย่างดีค่ะ เรื่องก็มีอยู่ว่า....
พระพุทธเจ้าจอมปราชญ์ ตรัสเเนะทางร่ำรวยไว้ว่า
1.ต้องขยันทำงาน....หมั่นหา
2.ต้องรักษาทรัพย์ไว้ให้ปลอดภัย...หมั่นเก็บ
3.เลือกคบแต่คนดีมีปัญญา...เลือกคบมิตร
4.เข้าใจใช้จ่ายทรัพย์ของตน...ใช้ผ่านสติไตร่ตรอง กลั่นกรองผ่านปํญญา
มีบางคนตั้งชื่อธรรมะ ทั้ง 4 ข้อนี้ว่า "หัวใจเศรษฐี" โดยนำอักษรตัวต้นของศัพท์ คือ อุ,อา,กะ,สะ มาเรียงรวมกันท่านว่าใครภาวนาอยู่เสมอรวยทุกคน เเต่อย่าพึงเข้าใจผิดคิดว่าเมื่อภาวนาคาถานี้เเล้วไม่ต้องทำมาหากินอะไรกันเลยเพียงนั่งภาวนา อุ อา กะ สะๆๆๆๆ... เงินทองก็จะไหลมาเทมา ถ้าเข้าใจอย่างนี้ก็ถือว่าเป็นกรรมของคนคนนั้น เพราะเเทนที่จะกลายเป็นเศรษฐี กลับกลายเป็นยาจกไปเลย
ความจริงท่านแนะให้ภาวนาเช่นนั้น จุดประสงค์ก็คือ ให้ลงมือปฏิบัติตามหลักธรรมทั้ง 4 ประการนั้น อย่างจริงจังจนกว่าจะบรรลุผลสมความมุ่งหมาย เมื่อได้ทำความเข้าใจเช่นนี้เเล้ว ก็ขอให้ท่านลองนำหัวใจเศรษฐีไปภาวนาดูบ้าง รับรองรวยเเน่ๆค่ะ "ทรัพนี้มิไกล ใครปัญญาไว หาได้บ่นาน ทั่วแคว้นเเดนดินมีสินทุกสถาน ผู้ใดเกียจคร้าน บ่พานพบนา"
สุดท้ายนี้ก็....ขอให้รวย ขอให้รวยทุกๆท่านค่ะ
หมวด : บทความวิชาการ